10 วิธีความเชื่อที่ผิดของการลดน้ำหนัก

10 วิธีความเชื่อที่ผิดของการลดน้ำหนัก

หนทางที่ที่นำไปสู่การลดน้ำหนักล้วนแล้วแต่ต้องใช้ความอดทน แม้จะยากลำบากสักเพียงไหน และในบางครั้งก็จะแฝงมาด้วยหนทางที่แสนอันตราย หลากหลายวิธีการ มากมายคำแนะนำ ที่มีออกมาอย่างไม่ขาดสาย ถูกบ้างผิดบ้าง เยอะแยะไปที่เหตุและผลขัดแย้งกันเอง

แต่สิ่งที่คุณกำลังจะได้รับรู้ต่อจากนี้ นั่นคือ 10 ข้ออันตรายแห่งการลดน้ำหนักที่สุดแสนจะอื้อฉาว อ่านอย่างตั้งใจ และอย่าได้แม้แต่จะทำพฤติกรรมเหล่านี้ตามแบบอย่างที่ผิดๆ เพราะนั่นหมายถึง อันตรายถึงแก่ชีวิตของคุณ เรียนรู้เรื่องราว พร้อมกำหนดเป้าหมายของตัวคุณเองอย่างถูกต้อง และปลอดภัย ด้วยวิธีอันชาญฉลาดจะดีกว่า

ข้อที่1: การอดอาหาร และ การดีท็อกซ์

มีการศึกษาและวิจัยมากมายที่บอกแก่พวกเราว่า วิธีดังกล่าวนี้ มักไม่ได้ผลในการควบคุมน้ำหนักในระยะยาว ผู้คนส่วนมากที่ลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้ มักผอมลงอย่างรวดเร็ว แต่ไม่นานน้ำหนักที่หายไปจะกลับคืนมา แถมด้วยน้ำหนักส่วนเกินที่คาดไม่ถึงมาอีกในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปี ปัญหาใหญ่ข้อวิธีการนี้ นั่นคือ ระบบการเผาผลาญในร่างกายของคุณจะเสียหาย เพราะร่างกายของเราจะไม่ได้รับสารอาหารที่จำเป็น เพื่อนำไปใช้อย่างที่ควรจะได้รับ เมื่อคุณกำลังอดอหาร หรืออยู่ในช่วงของการดีท็อกซ์ ร่างกายก็จะโหยน้ำตาล ต้องการความหวานที่เคยได้รับ ต้องการอาหารที่มีไขมันสูง เพื่อให้ร่างกายเกิดความสมดุล นั่นเท่ากับว่า หากเมื่อใดที่คุณเริ่มกลับมารับประทานอาหารปกติอีกครั้ง คุณก็อาจมีแนวโน้นมที่จะรับประทานอาหารมากกว่าเดิม หรือ ถึงขั้นหยุดรับประทานไม่ได้เลย

ข้อที่2:ช่วงลดน้ำหนักควรรับประทานเฉพาะผักและผลไม้

หัวใจของการลดน้ำหนักอย่างหนึ่ง คือ การควบคุมปริมาณแคลอรีของอาหารที่รับประทาน โดยไม่ให้มากกว่าปริมาณที่เราใช้ในแต่ละวัน และที่สำคัญก็คือการควบคุมแคลอรีนั้น ต้องไม่ทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็นในการดำรงชีวิต การรับประทานผักและผลไม้ เพียงอย่างเดียวนั้น ถึงจะได้รับพลังงานเพียงพอแต่ก็จะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็นอื่น ๆ จึงไม่แนะนำให้รับประทานแต่ผักและผลไม้เพื่อลดน้ำหนัก
การรับประทานผักเพิ่มในมื้ออาหาร หรือการรับประทานผลไม้ทดแทนขนมหวาน หรือขนมจุกจิกระหว่างมื้อ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะผัก/ผลไม้มีกากใย ช่วยเรื่องรู้สึกอิ่มได้เร็วขึ้น อีกทั้งยังช่วยในการขับถ่าย แต่ก็ควรระวัง ไม่เลือกรับประทานผลไม้ที่มีรสหวานจัดจนเกินไป 

ข้อที่3:การสูญเสียน้ำในร่างกาย ไม่มีผลต่อน้ำหนัก

ในบางวันน้ำหนักของคุณอาจลดลงจนคุณแปลกใจ แต่ในบางวันมันกลับเพิ่มขึ้น แต่นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพราะสิ่งที่สูญเสีย หรือเพิ่มขึ้น เป็นเพียงแค่มวลน้ำในร่างกายเราเท่านั้น ที่มีขึ้น มีลง แล้วอาจส่งผลกระทบต่อน้ำหนักเพียงเล็กน้อย เพราะในบางวัน คุณอาจรับประทานอาหารมากขึ้นกว่าปกติ นั่นก็ส่งผลให้น้ำหนักคุณเปลี่ยนแปลงแล้ว อย่าได้กังวลใจไป หากว่าน้ำหนักของคุณไม่ได้ลดลงอย่างฮวบฮาบ หรือสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนผิดปกติ นั่นก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าวิตกต่อการลดน้ำหนัก

ข้อที่4:การดื่มน้ำช่วยให้ลดน้ำหนักได้

น้ำไม่ใช่ยาลดความอ้วน แต่มันช่วยให้ร่างกายของคุณชุ่มชื้นและอาจทำให้คุณกินของว่างน้อยลง โดยรวมแล้วน้ำมีความสำคัญมากต่อสุขภาพที่ดี บางครั้งเราอาจสับสนระหว่าง ความกระหายน้ำกับความหิว หากคุณกระหายน้ำคุณอาจจะกินมากขึ้น ดังนั้น จงอย่าได้ลืม ดื่มน้ำประมาณ 2 ลิตรต่อวันเด็ดขาด

ข้อที่5:การออกกำลังอย่างหนักเท่านั้น ที่จะช่วยลดน้ำหนักได้

ไม่จริงเลย การลดน้ำหนักที่เป็นไปได้จะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณสามารถทำได้ในระยะยาวมากกว่า ซึ่งหมายถึงการออกกำลังหรือเคลื่อนไหวร่างกายบ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน อย่างน้อยๆ คุณควรออกกำลังกายวันละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ เพื่อให้น้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติ ทั้งนี้ใน 30 นาที ก็อาจแบ่งเป็น 10 นาทีเดินเร็ว
อีก 20 นาทีว่ายน้ำ ในการลดน้ำหนักประมาณครึ่งกิโลกรัมต่อสัปดาห์ คุณจะต้องสร้างแบบแผนของการใช้แคลอรีมากกว่าที่ได้รับ เช่น  500 แคลอรีต่อวัน อาจจะด้วยการกินให้น้อยลง เคลื่อนไหวให้มากขึ้น หรือจะทำทั้งสองอย่างรวมกันก็ได้

ข้อที่6: อาหารจานด่วนให้ประโยชน์ต่อร่างกายจริงหรือ?

แน่ใจหรือ? ว่าร้านอาหารจานด่วนที่เราพบเจออยู่เกือบทุกที่นั่น นำเสนออาหารที่เป็นประโยชน์ ที่ดีต่อสุขภาพต่อร่างกายเราจริงๆ ด้วยรูปภาพ และแนวทางการโฆษณาที่เราเห็นอยู่มากมาย หลากหลายยี่ห้อบอกเราว่า อาหารของพวกเขาดีต่อสุขภาพขิงเรา เช่น สลัดไก่ สลัดผักต่างๆ หากวันไหนที่คุณจำเป็นต้องรับประทานอาหารจากร้านเหล่านี้ โปรดตรวจสอบรายการอาหาร เพื่อให้แน่ใจว่า คุณตะเลือกรายการอาหารที่เหมาะสม และเป็นประโยชน์ต่อร่างการอย่างแท้จริง

ข้อที่7:ช่วงลดน้ำหนักต้องงดแป้ง

เนื่องจากปัจจุบันอาหารที่เรารับประทานมีส่วนประกอบของแป้ง หรือคาร์โบไฮเดรตในปริมาณมาก จึงได้เกิดคำแนะนำสำหรับการลดน้ำหนักว่าให้ลดหรืองดแป้ง ทั้งที่จริงแล้วสารอาหารจำพวกแป้ง หรือคาร์โบไฮเดรตไม่ใช่สาเหตุทั้งหมดของความอ้วน คำแนะนำเบื้องต้นในการเลือกรับประทานแป้ง หรือคาร์โบไฮเดรตก็คือ เรายังสามารถรับประทานแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตได้ในมื้อเช้าและมื้อกลางวัน แต่ควรงดหรือจำกัดปริมาณในมื้อเย็น สำหรับชนิดของคาร์โบไฮเดรตนั้น ควรเลือกเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ด ข้าวไม่ขัดสีต่างๆ ขนมปังโฮลวีท เพราะจะทำให้ระดับน้ำตาลในร่างกายเพิ่มขึ้นช้าๆ รู้สึกอิ่มได้นาน ลดความอยากอาหาร และช่วยลดความหิวได้ สำหรับมื้อเย็นนั้น แนะนำให้เน้นทานอาหารกลุ่มโปรตีน และผักใบเขียวทดแทนอาหารกลุ่มแป้ง ก็จะเป็นวิธีที่สามารถช่วยลดน้ำหนักได้

ข้อที่8:แคลอรี่ก็เหมือนๆ กัน

โดยปกติแล้วปริมาณของแคลอรี่ที่ควรบริโภคต่อวันสำหรับคนทั่วไปที่ทำงานหนักปานกลาง คือประมาณ 2,000 กิโลแคลอรี่ แต่สำหรับผู้ที่ทำงานหนัก หรือต้องใช้พลังงานมาก เช่น กรรมกร หรือนักกีฬา ก็ต้องการพลังงานมากกว่านี้ ส่วนผู้ที่ทำงานเบากว่าคนปกทั่วไป ก็ต้องการพลังงานน้อยกว่านี้ และการบริโภคในแต่ละมื้อสำหรับคนทั่วไม่ควรจะเกิน 600 กิโลแคลอรี่ โดยอาหารจานเดียว อย่างเช่น ข้าวผัด ก๋วยเตี๋ยว จะให้พลังงานประมาณ 300-500 กิโลแคลอรี่ ฉะนั้น การเลือกรับประทานอาหารแต่ละประเภทนั่น ย่อมให้ค่าแคลอรี่ที่แตกต่างกัน ข้าว 200 กิโลแคลอรี่ ย่อมแตกต่างจาก ขนม 200 กิโลแคลอรี่ อย่างเทียบไม่ได้

ข้อที่9:อาหารเสริมลดความอ้วนมีประสิทธิภาพลดความอ้วนได้ดี และรวดเร็ว

การลดน้ำหนักที่ดีและรวดเร็ว ต้องปฎิบัติดังนี้ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การนอนพักผ่อนให้เพียงพอ และการรับประทานอาหารที่ถูกต้อง  อาหารเสริมที่มีบทความวิจัยที่ช่วยการเพิ่มการเผาผลาญไขมัน เช่น แอลคาร์นิทีน (L-carnitine) เออร์วินเจย (Irvingia Gabonensis) เยอร์บามาเต้ (Yerba Mate) แต่การจะตีความว่าอาหารเสริมไม่สามารถช่วยในการลดน้ำหนักเลยก็อาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะสำหรับบางคนที่มีร่างกายการขาดโปรตีนหรือวิตามินบางชนิด การได้รับอาหารเสริมที่เหมาะสม เฉพาะบุคคลก็จะช่วยให้ลดน้ำหนักได้ดีขึ้นมากกว่าการควบคุมอาหารและออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว ดังนั้น การใช้อาหารเสริมเพื่อช่วยในการลดหรือควบคุมน้ำหนักจึงแนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อน น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด


ข้อที่10:ผู้ชาย กับ ผู้หญิง การเผาพลาญก็คล้ายๆกัน ไม่แตกต่างกันสักเท่าไร
ไม่ว่าคุณจะเพศใด ก็ใช้หลักในการดูแลน้ำหนักตัวแบบเดียวกัน นั่นคือ แคลอรีที่กินจะต้องเท่ากับแคลอรีที่ร่างกายเผาผลาญ หรือใช้ไป แต่โดยทั่วไปนั่น ผู้ชายมีรูปร่างใหญ่กว่าผู้หญิง และความต้องการพลังงานสูงกว่า ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ชายมีกล้ามเนื้อมากกว่า และกล้ามเนื้อเผาผลาญพลังงานได้ดีกว่าเนื้อเยื่อไขมัน แม้ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายมีรูปร่างเท่าๆ กัน แต่ผู้ชายจะกินได้มากกว่าผู้หญิงโดยที่น้ำหนักไม่ขึ้น และลดได้ง่ายกว่า เพียงแค่ลดปริมาณอาหารให้น้อยลง ธรรมชาติช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย แต่ก็เป็นความจริงที่ผู้หญิงต้องยอมรับ
บทความโดย: Sanna Franklin

Joomtha Oriflame

เพราะเราเป็นแบรนด์จากสวีเดน นิยามความงามและผลิตภัณฑ์ที่เราสรรสร้างจึงมีความแตกต่าง เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์ที่มีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ปัญหาความงามที่ต้องการ ด้วยมาตรฐานจากยุโรป

ความเห็น

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of